bg-blog-detail
bg-blog-detail

SP คืออะไร? ใช้ทำอะไรในเค้ก ใส่เท่าไรให้เค้กฟูนุ่ม ไม่ยุบตัว

เคยสงสัยไหมว่าทำไมสปันจ์เค้กบางสูตรจึงมีเนื้อฟูนุ่ม ละเอียด และคงรูปได้ดี ขณะที่บางสูตรแม้จะตีไข่จนขึ้นฟูแล้ว แต่เมื่อนำเข้าอบกลับยุบตัวหรือมีเนื้อแน่น?

หนึ่งในส่วนผสมที่มักพบในสูตรสปันจ์เค้กคือ SP หรือสารเสริมคุณภาพเค้ก ซึ่งช่วยให้การตีส่วนผสมเกิดฟองอากาศและรักษาความคงตัวของฟองอากาศได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม SP ไม่ใช่ส่วนผสมที่จำเป็นสำหรับเค้กทุกชนิด และการใช้มากเกินไปก็ไม่ได้ทำให้เค้กฟูนุ่มขึ้นเสมอไป บทความนี้จะอธิบายว่า SP คืออะไร ทำงานอย่างไร ใช้กับเค้กประเภทไหน ควรใส่เท่าไร รวมถึงปัญหาที่พบบ่อยและเทคนิคการใช้ SP ให้ได้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ

1. SP คืออะไร?

SP คือสารเสริมคุณภาพเค้ก (Cake Emulsifier หรือ Cake Gel) ที่ใช้ช่วยให้ส่วนผสมของเค้กเกิดฟองอากาศได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มความคงตัวของฟองอากาศระหว่างการผสม

SP ที่จำหน่ายสำหรับทำเบเกอรี่มักมีลักษณะเป็นเนื้อเจลหรือครีมข้น โดยมีส่วนประกอบของสารอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifiers) และส่วนผสมอื่นตามสูตรของผู้ผลิต

20200828095835_2E095902-0B28-4061-8A7F-67AD006F8B0C.png

ดูข้อมูลสารเสริมคุณภาพเค้ก ตรายูเอฟเอ็ม เอสพี SP 

สารอิมัลซิไฟเออร์มีคุณสมบัติช่วยให้ส่วนประกอบที่มีน้ำและไขมันสามารถกระจายตัวเข้ากันได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยในการสร้างและรักษาโครงสร้างฟองอากาศในแบตเตอร์เค้ก

ประโยชน์หลักของ SP

  • ช่วยให้ส่วนผสมขึ้นฟูได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
  • ช่วยให้ฟองอากาศมีความคงตัวมากขึ้น
  • ช่วยให้เนื้อเค้กมีโอกาสฟูสม่ำเสมอและละเอียด
  • ช่วยลดความเสี่ยงที่ฟองอากาศจะยุบระหว่างผสมส่วนประกอบอื่น
  • ช่วยให้กระบวนการผลิตสปันจ์เค้กควบคุมได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสูตรเค้ก ชนิดและปริมาณ SP วิธีตีส่วนผสม และอุณหภูมิในการอบด้วย

2. หลักการทำงานของ SP ในเนื้อเค้ก

การทำสปันจ์เค้กต้องอาศัยการตีไข่และน้ำตาลเพื่อสร้างฟองอากาศจำนวนมาก ฟองอากาศเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เค้กขยายตัวระหว่างอบ

2.1 ช่วยสร้างและรักษาฟองอากาศ

ระหว่างตีไข่ โปรตีนในไข่จะช่วยสร้างโครงสร้างล้อมรอบฟองอากาศ SP ช่วยส่งเสริมการเกิดฟองและความคงตัวของระบบฟองอากาศ ทำให้แบตเตอร์สามารถรักษาอากาศไว้ได้ดีขึ้นภายใต้สภาวะการผสมที่เหมาะสม

2.2 ช่วยให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดีขึ้น

เค้กมีทั้งส่วนประกอบที่เป็นน้ำและไขมัน เช่น ไข่ นม น้ำมัน และเนย ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน

สารอิมัลซิไฟเออร์ใน SP ช่วยให้ไขมันกระจายตัวในส่วนผสมได้ดีขึ้น ลดโอกาสที่ส่วนผสมจะแยกตัว และช่วยให้เนื้อแบตเตอร์มีความสม่ำเสมอ

2.3 ส่งเสริมโครงสร้างเนื้อเค้กที่ละเอียด

เมื่อแบตเตอร์มีฟองอากาศขนาดเล็กกระจายตัวสม่ำเสมอ ระหว่างอบฟองอากาศจะขยายตัวจากความร้อน ขณะที่โปรตีนไข่และแป้งค่อย ๆ สร้างโครงสร้างเค้ก

หากกระบวนการนี้สมดุล จะได้เค้กที่มีเนื้อฟูละเอียดและคงรูปได้ดี

ข้อควรรู้: SP ไม่สามารถทดแทนการตีไข่ที่ถูกต้อง การเลือกแป้ง หรือการควบคุมอุณหภูมิอบได้

3. SP ใช้ทำอะไร และเหมาะกับเค้กประเภทไหน?

SP นิยมใช้กับเค้กที่อาศัยฟองอากาศจากการตีไข่เป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเฉพาะสูตรที่ใช้วิธีตีส่วนผสมแบบขั้นตอนเดียว 

ประเภทเค้กความเหมาะสมในการใช้ SP
สปันจ์เค้ก (Sponge Cake)เหมาะกับหลายสูตร ช่วยให้ตีขึ้นฟูและรักษาฟองอากาศ
เค้กไข่ใช้ได้ในบางสูตร แต่ไม่จำเป็นเสมอไป
เค้กโรลใช้ได้ในสูตรที่ออกแบบให้ใช้ SP
เค้กบัตเตอร์โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะใช้วิธีตีเนยกับน้ำตาลเป็นหลัก
ชิฟฟ่อนเค้กโดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะอาศัยเมอแรงก์จากไข่ขาว
เค้กกล้วยหอมโดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะมักอาศัยสารช่วยขึ้นฟูทางเคมี

การตัดสินใจใช้ SP จึงควรพิจารณาจากประเภทเค้กและวิธีการผสม ไม่ใช่เพียงต้องการให้เค้กฟูขึ้นเท่านั้น

20200818040523_EC0BB7E6-BECD-4979-816A-59B5335C9F3B.png

ดูข้อมูลสารเสริมคุณภาพเค้ก ตรายูเอฟเอ็ม เอสพี SP 

4. SP ควรใส่เท่าไร?

ปริมาณ SP ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและสูตรของผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อ รวมถึงสัดส่วนไข่ แป้ง น้ำตาล และไขมันในสูตรเค้ก

สำหรับ SP ชนิดเจลที่ใช้ทำสปันจ์เค้ก บางสูตรใช้ในช่วงประมาณ 2–5% ของน้ำหนักแป้ง เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการทดลองสูตร ทั้งนี้ไม่ใช่อัตรามาตรฐานสำหรับ SP ทุกยี่ห้อ และต้องตรวจสอบคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนเสมอ

ตัวอย่างการคำนวณ SP

น้ำหนักแป้งSP 2%SP 3%SP 5%
100 กรัม2 กรัม3 กรัม5 กรัม
200 กรัม4 กรัม6 กรัม10 กรัม
500 กรัม10 กรัม15 กรัม25 กรัม
1,000 กรัม20 กรัม30 กรัม50 กรัม

ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณเปอร์เซ็นต์เทียบกับน้ำหนักแป้ง ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้ทุกระดับกับทุกผลิตภัณฑ์

ข้อควรระวัง: ผู้ผลิต SP บางรายอาจกำหนดอัตราการใช้เทียบกับน้ำหนักไข่หรือส่วนผสมรวม แทนการเทียบกับน้ำหนักแป้ง จึงไม่ควรนำเปอร์เซ็นต์จากคนละวิธีคำนวณมาใช้แทนกันโดยตรง

5. สาเหตุของปัญหาที่เกิดจากการใช้ SP และวิธีแก้ไข

5.1 ใส่ SP มากเกินไป

สาเหตุ

ใช้ SP เกินอัตราที่แนะนำ หรือเพิ่มปริมาณโดยเข้าใจว่ายิ่งใส่มากเค้กจะยิ่งฟู

ผลกระทบ

อาจทำให้เนื้อสัมผัสผิดไปจากที่ต้องการ เช่น เนื้อเหนียวหรือมีลักษณะผิดปกติ และอาจส่งผลต่อความสมดุลของโครงสร้างเค้ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสูตรและชนิด SP

วิธีแก้ไข

ชั่ง SP ด้วยเครื่องชั่งที่มีความละเอียด ตรวจสอบอัตราใช้ของผู้ผลิต และปรับปริมาณทีละน้อยโดยทดสอบภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน

5.2 ใส่ SP น้อยเกินไป

สาเหตุ

ใช้ต่ำกว่าปริมาณที่สูตรกำหนด ทำให้ระบบฟองอากาศไม่ได้รับการช่วยเสริมตามที่สูตรออกแบบไว้

ผลกระทบ

แบตเตอร์อาจขึ้นฟูช้าลงหรือรักษาฟองอากาศได้น้อยลง โดยเฉพาะสูตร All-in-One ที่พึ่งพาสารอิมัลซิไฟเออร์

วิธีแก้ไข

ตรวจสอบปริมาณ SP และทำตามขั้นตอนการตีที่กำหนด ไม่ควรเพิ่ม SP ทันทีโดยไม่ตรวจสอบความเร็วและระยะเวลาการตี

5.3 เค้กยุบหลังออกจากเตา

สาเหตุ

เค้กยุบไม่ได้เกิดจาก SP เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่น เช่น

  • ตีส่วนผสมจนฟองอากาศไม่เสถียร
  • อบไม่สุกถึงบริเวณกึ่งกลาง
  • อุณหภูมิเตาไม่เหมาะสม
  • เปิดเตาเร็วหรือบ่อยเกินไป
  • สัดส่วนของเหลว น้ำตาล และไขมันไม่สมดุล

วิธีแก้ไข

ตรวจสอบอุณหภูมิเตาด้วยเทอร์โมมิเตอร์ อบจนเนื้อเค้กเซตตัว ตรวจสอบความสุกบริเวณกึ่งกลาง และปรับขั้นตอนการตีให้เหมาะสม

5.4 เค้กเนื้อแน่น ไม่ฟู

สาเหตุ

อาจเกิดจากตีไข่ไม่ขึ้นฟู ตะล่อมแป้งแรงเกินไป ใช้แป้งไม่เหมาะสม หรือปล่อยแบตเตอร์ไว้นานก่อนอบ

วิธีแก้ไข

ตีให้ได้ความฟูตามสูตร ร่อนแป้งก่อนใช้ ผสมจนเข้ากันโดยไม่ทำให้ฟองอากาศยุบมากเกินไป และนำเข้าอบทันทีหลังเตรียมแบตเตอร์เสร็จ

5.5 เค้กมีโพรงอากาศขนาดใหญ่

สาเหตุ

ฟองอากาศในแบตเตอร์กระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ผสมไม่ทั่วถึง หรือมีฟองอากาศขนาดใหญ่ตกค้างก่อนอบ

วิธีแก้ไข

ปรับความเร็วเครื่องตีตามขั้นตอนสูตร ใช้พายปาดส่วนผสมบริเวณขอบและก้นโถให้ทั่วถึง และไล่ฟองอากาศขนาดใหญ่ก่อนอบอย่างเหมาะสม

5.6 เค้กเนื้อแห้งหรือร่วน

สาเหตุ

อาจเกิดจากอบนานเกินไป อุณหภูมิสูงเกินไป ใช้แป้งที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม หรือมีของเหลวและไขมันไม่เพียงพอ

วิธีแก้ไข

ตรวจสอบเวลาอบและอุณหภูมิ ปรับความสมดุลของสูตร และเลือกแป้งให้เหมาะกับประเภทเค้ก ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการเพิ่ม SP เพียงอย่างเดียว

20200828095851_E088459F-B047-4B53-B18D-D88A9CBE36BB.png

ดูข้อมูลสารเสริมคุณภาพเค้ก ตรายูเอฟเอ็ม เอสพี SP 

6. วิธีใช้ SP ในการทำสปันจ์เค้ก

ตัวอย่างขั้นตอนทั่วไปสำหรับสปันจ์เค้กสูตรที่ใช้ SP แบบ All-in-One

  1. เตรียมวัตถุดิบ: ชั่งแป้งเค้ก ไข่ น้ำตาล SP และส่วนผสมอื่นให้ครบตามสูตร
  2. ผสมส่วนประกอบ: ใส่ไข่ น้ำตาล แป้ง และ SP ตามลำดับที่สูตรกำหนด โดย SP บางชนิดอาจมีวิธีเติมแตกต่างกัน
  3. ตีส่วนผสม: เริ่มจากความเร็วต่ำเพื่อให้วัตถุดิบเข้ากัน จากนั้นเพิ่มความเร็วตามสูตรจนแบตเตอร์ขึ้นฟู
  4. ตรวจสอบเนื้อแบตเตอร์: ส่วนผสมควรมีลักษณะเนียน ฟู และมีความข้นเหมาะสมตามสูตร
  5. เติมไขมัน: หากสูตรใช้น้ำมันหรือเนยละลาย ให้เติมตามขั้นตอนที่กำหนดและผสมอย่างระมัดระวัง
  6. เทลงพิมพ์: เทแบตเตอร์ลงพิมพ์ที่เตรียมไว้และจัดการฟองอากาศขนาดใหญ่
  7. นำเข้าอบ: อบในเตาที่อุ่นถึงอุณหภูมิที่สูตรกำหนดแล้ว

ระยะเวลาตีและอุณหภูมิอบต้องปรับตามสูตร ปริมาณแบตเตอร์ ขนาดพิมพ์ และประสิทธิภาพเครื่องตีหรือเตาอบ

7. เทคนิคจากมืออาชีพ ทำอย่างไรให้เค้กฟูนุ่มสม่ำเสมอ

7.1 เลือกแป้งเค้กให้เหมาะสม

แป้งเค้กที่มีโปรตีนค่อนข้างต่ำช่วยให้ได้เนื้อเค้กที่นุ่มละเอียด เหมาะกับสปันจ์เค้กและเค้กเนื้อเบาหลายประเภท

แนะนำแป้งสำหรับทำเค้กจาก UFM

แป้งสาลียูเอฟเอ็ม ตราบัวแดง เป็นแป้งสำหรับทำเค้กที่เหมาะกับเมนูที่ต้องการเนื้อสัมผัสนุ่มละเอียด

นอกจากนี้ยังมี แป้งสาลียูเอฟเอ็ม ตราพัดโบก ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับการทำเค้กและเบเกอรี่ที่ต้องการเนื้อสัมผัสนุ่ม

การเลือกแป้งควรพิจารณาคุณสมบัติของแป้งและสูตรที่ใช้งานร่วมกัน เพื่อให้ได้เนื้อเค้กตามต้องการ

ดูรายละเอียดแป้งสาลียูเอฟเอ็ม ตราบัวแดง

ดูรายละเอียดแป้งสาลียูเอฟเอ็ม ตราพัดโบก

7.2 ควบคุมความเร็วและระยะเวลาการตี

การตีเร็วหรือนานเกินไปไม่ได้หมายความว่าจะได้เค้กที่ดีกว่าเสมอไป ควรสังเกตปริมาตร ความละเอียดของฟองอากาศ และความข้นของแบตเตอร์ควบคู่กัน

7.3 ควบคุมอุณหภูมิส่วนผสม

อุณหภูมิไข่และส่วนผสมมีผลต่อความหนืดและประสิทธิภาพในการตี ควรควบคุมให้สม่ำเสมอในแต่ละรอบการผลิต และปฏิบัติตามสูตรที่ใช้งาน

7.4 อย่าปล่อยแบตเตอร์ทิ้งไว้นาน

แม้ SP จะช่วยรักษาฟองอากาศ แต่แบตเตอร์ยังสามารถสูญเสียอากาศได้เมื่อเวลาผ่านไป จึงควรเตรียมพิมพ์และอุ่นเตาให้พร้อมก่อนเริ่มตี

7.5 บันทึกผลการทดลองสูตร

สำหรับร้านเบเกอรี่ที่ต้องการควบคุมคุณภาพ ควรบันทึกปริมาณ SP เวลาและความเร็วในการตี อุณหภูมิแบตเตอร์ ปริมาตรเค้ก และลักษณะเนื้อสัมผัส เพื่อให้สามารถปรับสูตรได้อย่างแม่นยำ

8. SP กับโอวาเล็ตต่างกันอย่างไร?

SP และโอวาเล็ต (Ovalett) เป็นชื่อที่พบในกลุ่มผลิตภัณฑ์สารเสริมคุณภาพเค้ก โดยมักใช้เพื่อช่วยให้ส่วนผสมขึ้นฟูและมีความคงตัว

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าทั้งสองชนิดมีองค์ประกอบหรือประสิทธิภาพเหมือนกันทั้งหมด เพราะสูตรสารอิมัลซิไฟเออร์ ความเข้มข้น และอัตราการใช้อาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต

หากต้องการเปลี่ยนจาก SP เป็นโอวาเล็ต หรือเปลี่ยนยี่ห้อ ควรตรวจสอบฉลากและทดลองสูตรก่อนผลิตจริง ไม่ควรใช้ปริมาณเท่ากันโดยอัตโนมัติ

9. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SP (FAQ)

Q1: SP คืออะไรในเบเกอรี่?

SP คือสารเสริมคุณภาพเค้กประเภท Cake Emulsifier หรือ Cake Gel ใช้ช่วยในการตีส่วนผสมให้เกิดฟองอากาศและช่วยรักษาความคงตัวของแบตเตอร์ โดยเฉพาะสปันจ์เค้ก

Q2: SP ทำให้เค้กฟูจริงไหม?

SP ช่วยให้ส่วนผสมเกิดและรักษาฟองอากาศได้ดีขึ้น จึงสามารถส่งเสริมความฟูของเค้กได้เมื่อใช้กับสูตรและกระบวนการที่เหมาะสม แต่ไม่ได้รับประกันว่าเค้กจะฟูทุกครั้ง

Q3: SP ใส่เท่าไรต่อแป้ง 100 กรัม?

บางสูตรสปันจ์เค้กใช้ SP ชนิดเจลประมาณ 2–5 กรัมต่อแป้ง 100 กรัม แต่ต้องตรวจสอบอัตราการใช้จากผู้ผลิต เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์อาจมีความเข้มข้นและวิธีคำนวณต่างกัน

Q4: ไม่ใส่ SP ทำเค้กได้ไหม?

ทำได้ เค้กหลายชนิด เช่น ชิฟฟ่อนเค้ก บัตเตอร์เค้ก และสปันจ์เค้กบางสูตร สามารถทำโดยไม่ใช้ SP ได้ แต่ต้องอาศัยเทคนิคการตีและสูตรที่เหมาะสม

Q5: SP กับผงฟูเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน SP เป็นสารเสริมคุณภาพที่ช่วยเกี่ยวกับฟองอากาศและการกระจายตัวของส่วนผสม ส่วนผงฟูเป็นสารช่วยขึ้นฟูทางเคมีที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อเกิดปฏิกิริยา

Q6: SP ใส่ในชิฟฟ่อนเค้กได้ไหม?

ชิฟฟ่อนเค้กทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ SP เพราะอาศัยการตีไข่ขาวเป็นเมอแรงก์เพื่อสร้างโครงสร้างฟองอากาศ หากต้องการใช้ควรเป็นสูตรที่พัฒนามาสำหรับ SP โดยเฉพาะ

Q7: ทำไมใส่ SP แล้วเค้กยังยุบ?

อาจเกิดจากการตีส่วนผสมไม่เหมาะสม อบไม่สุก อุณหภูมิเตาไม่คงที่ หรือสูตรมีสัดส่วนส่วนผสมไม่สมดุล จึงควรตรวจสอบกระบวนการทั้งหมดก่อนปรับปริมาณ SP

Q8: SP ใช้แทนผงฟูได้ไหม?

ไม่ควรใช้แทนกันโดยตรง เพราะมีหน้าที่และกลไกต่างกัน หากสูตรต้องใช้ผงฟู การเติม SP ไม่ได้ทำหน้าที่ทดแทนการเกิดก๊าซจากผงฟู

Q9: SP เก็บรักษาอย่างไร?

ควรเก็บตามคำแนะนำบนฉลากของผู้ผลิต ปิดภาชนะให้สนิท หลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดดโดยตรง และตรวจสอบวันหมดอายุก่อนใช้งาน

Q10: ใช้ SP มากเกินไปเป็นอันตรายไหม?

ควรใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ได้รับอนุญาต และใช้ตามเงื่อนไขหรือปริมาณที่กฎหมายกำหนด รวมถึงคำแนะนำของผู้ผลิต การใช้เกินอัตราที่เหมาะสมอาจกระทบคุณภาพเค้ก และไม่ควรถือว่าปลอดภัยเพียงเพราะเป็นส่วนผสมสำหรับอาหาร

10. สรุป SP จำเป็นสำหรับการทำเค้กหรือไม่?

SP เป็นสารเสริมคุณภาพเค้กที่ช่วยในการสร้างและรักษาฟองอากาศ ทำให้การผลิตสปันจ์เค้กบางสูตรทำได้สะดวกขึ้น และช่วยส่งเสริมเนื้อเค้กที่ฟูละเอียดและสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม SP ไม่จำเป็นสำหรับเค้กทุกประเภท และไม่ได้แก้ปัญหาเค้กยุบหรือเนื้อแน่นได้ทุกกรณี สิ่งสำคัญคือการใช้ปริมาณตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ เลือกแป้งให้เหมาะกับสูตร ควบคุมวิธีตี และอบให้ถูกต้อง

สำหรับผู้ที่ต้องการทำเค้กให้ได้คุณภาพสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะทำรับประทานเองหรือทำขาย การเข้าใจหน้าที่ของ SP และหลักการทำงานของวัตถุดิบแต่ละชนิด จะช่วยให้วิเคราะห์ปัญหาและพัฒนาสูตรเค้กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Artboard 1

กูรูเอฟ

ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้านอาหาร รู้ลึก รู้จริง พร้อมตอบทุกคำถาม

อ่านบทความอื่น ๆ

ก่อนหน้า
ถัดไป
Line
คัดลอกลิงก์สำเร็จ